วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปัญหานักเรียนแล้วแล้วลืม ขาดความจำ

ความหมายของการจำ

ความหมายของการจํามีผูที่ใหความหมายไวหลายทานด้วยกัน ดังนี้
กมลรัตน์ หลาสุวงษ (2528) ใหความหมายการจําวา คือความสามารถสะสมประสบการณางๆ ที่ไดรับจากการเรียนรูทั้งทางตรงและทางออม แลวสามารถถายทอดออกมาในรูปของการระลึกได้ หรือจําได
มาลินี จุฑะรพ (2537) กลาววาการจํา หมายถึงกระบวนการที่สมองเก็บสะสมสิ่งที่ไดเรียนรูไวและสามารถนําออกมาใชไดเมื่อถึงภาวะจําเป็น
ภาควิชาจิตวิทยาคณะมนุษยศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม (2540) กลาวว่าความจำ คือการที่คนเราสามารถบอกถึงเหตุการณที่ได้จากการเรียนรูแลวสามารถแสดงประสบการณดังกลาว ออกมาในรูปของการระลึกไดหรือการแสดงออกทางพฤติกรรม
กิลฟอรด (Guilford, 1956 : 221) กลาววา ความจําเปน ความสามารถที่จะเก็บหนวยความรูไว และสามารถระลึกไดหรือนําหนวยความรูนั้นออกมาใชไดในลักษณะเดียวกันกับที่เก็บเขาไว ความสามารถดานความจําเปนความสามารถที่จําเปนในกิจกรรมทางสมองทุกแขนง
เทอรสโตน (Thurstone, 1958 : 121) กลาววา สมรรถภาพสมองดานความจําเปน สมรรถภาพดานการระลึกไดและจดจําเหตุการณหรือเรื่องราวตางๆ ไดถูกตองแมนยํา
อดัมส (Adams, 1967 : 9) กลาววา ความจําเปนพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) ซึ่งเกิดขึ้นภายในจิตเชนเดียวกับความรูสึก การรับรู ความชอบ จินตนาการและพฤติกรรมทางสมองดานอื่น ๆ ของมนุษย
ชวาล แพรัตกุล (2514 : 65) กลาววา คุณลักษณะนี้ก็คือความสามารถของสมอง ในการบันทึกเรื่องราว
ตาง ๆ รวมทั้งที่มีสติระลึกจนสามารถถายทอดออกมาไดอยางถูกตอง
          เชิดศักดิ์ โฆวาสินธุ (2525 : 121) กลาววา ความจํา หมายถึง ความสามารถในการเก็บรักษา บันทึกเรื่องราวตาง ๆ ไวในสมองอยางถูกตองรวดเร็ว และ สามารถระลึกไดโดยสามารถถายทอดสิ่งที่จําไดออกมา
          อเนก เพียรอนุกุลบุตร (2527 : 138) กลาววา ความจําเปนความสามารถที่จะทรงไวซึ่งสิ่งที่รับรูไว
แลวระลึกออกมา อาจระลึกออกมาในรูปของรายละเอียด ภาพ ชื่อ สิ่งของ วัตถุ ประโยค และแนวคิด ฯลฯ
ความจํามี 2 ชนิดใหญ ๆ คือ จําอยางมีความหมายและ จําอยางไมมีความหมาย
          ชาญวิทย เทียมบุญประเสริฐ (2528 : 163) กลาววา ความจําเปนสมรรถภาพใน การจําเรื่องราวตาง ๆ
เหตุการณ ภาพ สัญลักษณ รายละเอียด สิ่งที่มีความหมายและสิ่งที่ไรความหมายและสามารถระลึกหรือถายทอดออกมาได
          ไสว เลี่ยมแกว (2528 : 8) กลาววา ความจํา หมายถึง ผลที่คงอยูในสมองหลัง จากสิ่งเราไดหายไปจากสนามสัมผัสแลว ผลที่คงอยูนี้จะอยูในรูปของรหัสใด ๆ ที่เปนผลจาก การโยงสัมพันธ
          สรุปไดาการจํา คือกระบวนการที่สมองเก็บประสบการณ์ความรู้แล้วจำอย่างมีความหมายหรือจำอย่างไม่มีความหมาย และสามารถระลึกออกมาในรูปแบบต่างๆ
         
  

ขบวนการและขั้นตอนของการจํา

นักจิตวิทยาได้ศกษาคนควาเกี่ยวกับเรื่องของความจําและได้ใหอสรุปกระบวนการของ ระบบความจํามนุษย์ดงตอไปนี้
           สิ่งเร® การรับขอมูล ® เก็บรักษาขอมูล® การระลึกได®  การตอบสนอง   
          การรับขอมูล (Encoding) หมายถึงการที่ระบบประสาทสัมผัสรับสิ่งเราในรูปของขาวสารหรือขอมูลเขามา
การเก็บรักษาขอมูล ( Storage) หมายถึงการเก็บรักษาขอมูลที่ไดรับมาไวใน สมอง ซึ่งมักจะเก็บตามลักษณะของการรับสัมผัส เชนในแงของการมองเห็นรูปภาพ หรือการได้ยิน เปนตน การระลึกได (Recall) หมายถึงการเอาขอมูลที่เก็บไวมาใช (มธุรส สวางบํารุง , 2542 )
          สรุปไดามนุษย์มีขั้นตอนในการจดจำเป็นกระบวนการโดยเริ่มจากการกระตุนใหเกิดความสนใจและอยากรับรูเป็นการรับขอมูลเขามาในกลไกของสมองเพื่อจัดเก็บและเมื่อถึงเวลาใน อนาคต สามารถระลึกถึงหรือจดจําได้


 ประเภทของการจํา

          ในการศึกษาเรื่องของการจำของมนุษยลักษณะของการจำสามารถจำแนกออกเป็นในลักษณะตางๆ ดังที่    มาลินี จุฑะรพ (2537) แบงการจําออกเป4 ประเภทคือ
          1. การจําได (Recognition) ไดแกการจําสิ่งที่เรารับรูหรือเคยรูจักเมื่อเราไดพบอีกครั้งหนึ่ง เชน การสามารถจําคุณครูที่เคยสอนเราได
          2. การระลึกได (Recall) ไดแกการจําในสิ่งที่เคยรับรูหรอเคยเรียนรูมากอนโดยมิตองพบเห็นสิ่งนั้นอีก เชน ปจจุบันเราสามารถท่องสูตรคูณ หรือทองบทอาขยานที่เคยทองได้ในชั้นประถม โดยไมองดูบทสูตรคูณหรือบทอาขยานนั้นๆ เลย
          3. การเรียนใหม ( Relearning) ได้แกการจำในสิ่งที่เคยรับรู้หรือเคยเรียนมากอนแตบัดนี้ลืมไปแลวเมื่อกลับมาเรียนใหมปรากฏวาเรียนไดรวดเร็วกวาหรือจําไดเร็วกว่าในอดีต เชน เคยทองสูตรคูณแม 12 ไดแตเมื่อลืม
แลวก็เริ่มทองใหมปรากฏวาใชเวลาในการทองนอยลงเป็นต
          4. การระลึกถึงเหตุการณในอดีต (Reintegration) ไดแกการจําเหตุการณที่เกี่ยวโยงกันในอดีตได เมื่อพบเห็นเหตุการณบางอยางที่เกี่ยวโยงกัน เช่น เมื่อนักศึกษาเขาหองสอบในขณะที่ทํา ขอสอบไมไดทําใหองใช้การจำประเภทนี้โดยอาจจะตองระลึกถึงเหตุการณ์ในอดตวา ในขณะที่ ฟงครูสอนเรื่องนั้น ครูได้ยกตัวอยางหรือครูไดอธิบายไวาอยางไรเป็นต
          ไสว เลี่ยมแกว (2528) ไดแบ่งประเภทของความจำไดดังตอไปนี้
          1. การระลึก (Recall) หมายถึงการบอกสิ่งที่เคยเรียนรูมาแล้วการระลึกแบงออกตาม สถานการณที่
เกี่ยวของได 3 แบบคือ
                   1.1 การระลึกเสรี (Free Recall) คือการบอกสิ่งที่เคยเห็นหรือเคยเรียนมาก่อนระลึกสิ่งใดได้กตอบสิ่งนั้น ไมจําเป็นต้องเรียงลําดับก่อนหลัง
                   1.2 การระลึกตามลําดับ (Serial Recall) คือการตอบสิ่งที่เรียนมาจากลําดับแรก จนกระทั่งลําดับสุดทาย
                   1.3 การระลึกตามตัวแนะ (Cue Recall) คือการบอกสิ่งที่เคยเห็นหรือเรียนรูมาโดยมีตัวชี้แนะ
เปนสิ่งเร้า
          2. การรูจักหรือจำได (Recognition) คือการบอกสิ่งตางๆ ไดเมื่อสิ่งที่เคยเรียนรูปรากฏขึ้นอีกครั้ง
          3. การเรียนซ้ำ (Relearning) เปนการจําไดที่เกิดจากการเรียนซ้ำในสิ่งที่ได้เรียนรูไปแล
          4. ความคงทนในการจํา (Retention) หมายถึงความสามารถในการระลึกหรือเรียกสิ่งที่ได เรียนรูจําไดเมื่อเวลาผานไปแลวชวงหนึ่ง (Richards, 1987) ซึ่งในการเรียนการสอนภาษาความคงทนในการจำมักมีผูสนใจไดทําการศึกษาไมาเป็นเสียงคําศัพทโครงสราง หรือกฎเกณฑางๆ ซึ่งคุณภาพของความคงทนในการจําคําศัพทนี้ขึ้นอยูกับคุณภาพของการสอนประสิทธิภาพของคําศัพทและเนื้อหาตลอดจนกิจกรรมตางๆ รวมทั้งความสนใจของ
ผูเรียนเองดวย
          จากแนวคิดที่เกี่ยวกับประเภทของความจําพอสรุปไดาการจํานั้นมีหลายแบบแตกตางกัน ไดแกการระลึกเปนการเรียกใชความจําโดยไมองมีสิ่งใดกระตุน การรูจักหรือจําไดเปนการเรียก ความจําที่อาศัยสิ่งเราที่เกี่ยวของกับสิ่งที่เคยเรียนรูมากอน การเรียนซ้ำเปนการเรียกความจําที่ตองมี การเรียนซ้ำสิ่งที่เคยเรียนและความคงทนในการจําเป็นการเรียกความจำมาใช้ได้หลงจากทิ้งชวงไปแลวในระยะเวลาหนึ่ง

ทฤษฏีเกี่ยวกับการลืม

          1. การเสื่อมลงไป นักจิตวิทยาที่สนับสนุนแนวคิดนี้เชื่อวาขอมูลที่เก็บไวในหนวยความจําจะเสื่อมลง ไปทันทีที่เวลาผานไป ซึ่งโดยปกติคนเราจะลืมสิ่งที่เพิ่งไดทําผานไปทันทีเวนแตจะนึกถึงสิ่งนั้นบอยๆ
          2. การรบกวนกันของขอมูล ทฤษฏีนี้กลาววาการลืมเกิดขึ้นจากการที่มีขอมูลอื่นสอดแทรกเขามาใน ระหวางที่เรากําลังจดจํา การรบกวนกันของขอมูลมีสองประเภทคือ proactive interference และ retroactive interference (Bernstein. 1999 : 206) ซึ่ง proactive interference คือการที่ขอมูลเกาที่เคยเรียนรูมากอนหนา นี้เขามารบกวนการเรียนรูขอมูลใหมที่กําลังเรียนรูสวน retroactive interference คือการที่ขอมูลใหมยอนกลับ ไปรบกวนขอมูลเกาที่เคยเรียนรูมากอน
          3. ความลมเหลวในการกูกลับคืน คือการที่เราไมสามารถกูขอมูลที่บันทึกไวกลับคืนมาไดเนื่องจาก ไมมีสิ่งกระตุนที่เหมาะสมที่จะทําใหเราสามารถกูขอมูลกลับคืนมาได
          4. แรงจูงใจที่จะลืม เปนแรงกระตุนจากภายในที่ผลักดันใหเราลืมสิ่งที่ไมพึงปรารถนาอันเนื่องมาจาก มีการเก็บกดประสบการณและความนึกคิดที่ไมพึงปรารถนาใหอยูในระดับจิตไรสํานึก

ทฤษฎีเกี่ยวกับความสามารถดานความจํา

          ในทางจิตวิทยา ไดมีการกลาวถึงทฤษฎีเกี่ยวกับการจําและการลืมไวหลายทฤษฎี แตที่สําคัญสรุปไดมี 4 ทฤษฎี คือ
          ทฤษฎีความจําสองกระบวนการ (Two – Process Theory of Memory) ทฤษฎีนี้สรางขึ้นโดย
แอตคินสัน และชิฟฟริน (Atkinson and Shiffrin) ในป ค.ศ. 1968 กลาวถึงความจําระยะสั้นหรือความจําทันทีทันใดและความจําระยะยาววา ความจําระยะสั้นเปน ความจําชั่วคราว สิ่งใดก็ตามถาอยูในความจําระยะสั้นจะตองไดรับการทบทวนอยูตลอดเวลามิฉะนั้นความจําสิ่งนั้นจะสลายตัวไปอยางรวดเร็ว ในการทบทวนนั้นเราจะไมสามารถทบทวนทุก สิ่งที่เขามาอยูในระบบความจําระยะสั้น ดังนั้นจํานวนที่เราจําไดในความจําระยะสั้นจึงมีจํากัด การทบทวนปองกันไมใหความจําสลายตัวไปจากความจําระยะสั้น และถาสิ่งใดอยูในความจํา ระยะสั้นเปนระยะเวลายิ่งนาน สิ่งนั้นก็มีโอกาสฝงตัวในความจําระยะยาว ถาเราจําสิ่งใดไดใน 11 ความจําระยะเวลายิ่งนาน สิ่งนั้นก็มีโอกาสฝงตัวในความจําระยะยาว ถาเราจําสิ่งใดไวในความ จําระยะยาวสิ่งนั้นก็จะติดอยูในความทรงจําตลอดไป
(ชัยพร วิชชาวุธ, 2520 : 71)
          ทฤษฎีการสลายตัว (Decay Theory) เปนทฤษฎีการลืม กลาววา การลืมเกิด ขึ้นเพราะการละเลยในการทบทวน หรือไมนําสิ่งที่จะจําไวออกมาใชเปนประจํา การละเลยจะ ทําใหความจําคอย ๆ สลายตัวไปเองในที่สุด ทฤษฎีการสลายตัวนี้นาจะเปนจริงในความจํา ระยะสั้น เพราะในความจําระยะสั้นหากเรามิไดจดจอหรือสนใจทบทวนในสิ่งที่ตองการจะจํา เพียงชั่วครูสิ่งนั้นจะหายไปจากความทรงจําทันที (Adams, 1967 : 23 - 25)
          ทฤษฎีการรบกวน (Interference Theory) เปนทฤษฎีเกี่ยวกับการลืมที่ยอมรับ กันในปจจุบันทฤษฎีหนึ่ง ทฤษฎีนี้ขัดแยงกับทฤษฎีการสลายตัว โดยกลาววาเวลาเพียงอยาง เดียวไมสามารถทําใหเกิดการลืมได แตสิ่งที่เกิดในชวงดังกลาวจะเปนสิ่งคอยรบกวนสิ่งอื่น ๆ ในการจํา การรบกวนนี้ แยกออกเปน 2 แบบ คือ การตามรบกวน (Proactive Interference) หรือการรบกวนตามเวลา หมายถึง สิ่งเกา ๆ ที่เคยประสบมาแลวหรือจําไดอยูแลวมารบกวน สิ่งที่จะจําใหม ทําใหจําสิ่งเราใหมไมคอยได อีกแบบของการรบกวนก็คือ การยอนรบกวน (Retroactive Interference) หรือการรบกวนยอนเวลา หมายถึงการพยายามจําสิ่งใหมทําใหลืม สิ่งเกาที่จําไดมากอน (Adams, 1980 : 299 - 307) จึงกลาวไดวา ทฤษฎีการลืมนี้ เกิดขึ้นโดย ความรูใหมไปรบกวนความรูเกา ทําใหลืมความรูเกาและความรูเกาก็สามารถไปรบกวนความรู ใหมไดดวย
          ทฤษฎีการจัดกระบวนการตามระดับความลึก (Depth – of – Processing Theory) ทฤษฎีนี้สรางขึ้นโดย เครก และลอกฮารท (Craik and Lockhart) ในป 1972 ซึ่ง ขัดแยงกับความคิดของ แอตคินสัน และชิฟฟริน ที่กลาววา ความจํามีโครงสรางและตัวแปร สําคัญของความจําในความจําระยะยาวก็คือ ความยาวนานของเวลาที่ทบทวนสิ่งที่จะจําใน ความจําระยะสั้น แตเครก และลอกฮารท มีความคิดวา ความจําไมมีโครงสรางและความจําที่ เพิ่มขึ้นไมไดเกิดขึ้นเพราะมีเวลาทบทวนในความจําระยะสั้นนาน แตเกิดขึ้นเพราะความซับ ซอนของการเขารหัสที่ซับซอน หรือการโยงความสัมพันธของสิ่งที่ตองการจํา ยอมอาศัยเวลา แตเวลาดังกลาวไมใชเพื่อการทบทวน
แตเพื่อการระลึกหรือซับซอนของการกระทํากับสารที่เขา ไป (การเขารหัส) ถายิ่งลึก (ซับซอน) ก็จะยิ่งจําไดมาก
นั่นคือตองใชเวลามากดวย (ไสว เลี่ยม แกว, 2528 : 20 - 23)

การลืม (forgotting)
การลืมมีสาเหตุหลายประการ คือ
1. การไม่ได้ลงรหัส (Encoding Failure) การลืมอาจเกิดขึ้นเพราะไม่ได้มีการจำตั้งแต่แรก เช่น บ้านเพื่อนเราที่เราเคยไปเที่ยวหันหน้าไปทางทิศไหน เราอาจจะตอบไม่ได้ทั้งๆที่เคยไป เพราะไม่ได้จำ หรือถามว่าเรากระพริบตานาทีละกี่ครั้ง บ้านของเรามีประตูและหน้าต่างกี่บาน ทั้งที่เป็นบ้านของเราเองแต่เราก็อาจจะตอบไม่ได้ในทันที เพราะไม่คิดจะจำมาก่อนนั่นเอง
2. เสื่อมสลาย (Decay) เป็นกาารลืมสืบเนื่องจากเกิดจากการเสื่อมสลายของความจำซึ่งเกิดจากกาลเวลาที่นานออกไป  ความจำเก่าๆ อาจถูกแทนที่ได้ความจำที่ใหม่กว่า หรือข้อมูลที่เราจำ ไม่ได้ถูกนำมาใช้ ทำให้ความจำอ่อนลงไป
3. การลืมเพราะขึ้นอยู่กับสิ่งชี้แนะ (Cue-Dependent Forgetting) บางเรื่องเราจำได้ แต่จำได้แบบคลับคล้ายคลับคลา ไม่สามารถนำมาใช้ได้หรือไม่สามารถบอกได้ถูก เหมือนติดอยู่ที่ริมฝีปาก  แต่ถ้ามีสิ่งใดมากระตุ้นความจำ เช่น มีคนพูดเรื่องที่ใกล้เคียง หรือมีการบอกใบ้ ก็จะนำมาใช้ได้หรือนึกออก
4. การรบกวน (Interfere) บางทีการเรียนรู้ใหม่รบกวนก็รบกวนความรู้เก่า ทำให้ความรู้เก่าหายไป  บางทีความเก่าก็รบกวนความรู้ใหม่ ทำให้เราสับสน จำสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ไม่ได้  สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความลืมที่เกิดจากการรบกวน
5. การเก็บกด (Repression) คนเรามักจะจดจำสิ่งดีๆหรือสิ่งที่ทำให้เรามีควรามสุขในชีวิตได้มากกว่าเหตุการณ์ที่เราไม่ชอบ เรื่องที่น่าละอาย ไม่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้น เนื่องจากเรามักจะไม่คิดถึงเหตุการณ์ที่เราไม่ชอบ เป็นการจูงใจเพื่อลืมความจำที่เจ็บปวดหรือความละอายจะถูกเก็บกดให้อยู่ในจิตใต้สำนึก ในลักษณะที่ไม่อยากจะคิดถึงหรือหลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงมัน เป็นต้น
นอกจากนี้ การลืมอาจเกิดขึ้นได้ใน ลักษณะ คือ  สาเหตุทางฝ่ากาย เช่น เกิดอุบัติเหตุสมองถูกกระทบกระเทือน เป็นโรคอัลไซเมอร์  หรือสาเหตุทางฝ่ายจิตใจ  เช่น ผู้ป่วยมีเรื่องไม่สบายใจอย่างรุนแรง อาจจะลืมเรื่องราวของตนบางส่วนเป็นช่วงๆ หรือลืมเรื่องราวทั้งหมดของตน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรารู้แล้วว่าการจำการลืมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนของสมองมนุษย์ก็อย่าเป็นเครียดหรือวิตกกังวลกับภาวะการจำการลืมของตนเอง เพราะคงจะช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจากซ้ำเติมเหตุการณ์ให้เลวร้ายหรือทุกข์หนักขึ้นไปอีก  ในทางพระพุทธศาสนาก็มีคำสอนอยู่แล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตกอยู่ภายใต้ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)  เบญจขันธ์ทั้งห้าที่ประกอบเป็นตัวตนของเรา (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)  ก็ล้วนตกอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกัน  “สัญญ (memory or recognition)ในทางพระพุทธศาสนาก็มีลักษณะคล้ายๆกับ ความจำในความหมายของนักจิตวิทยานั่นเอง...


http://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2552/teng0952ah_ch2.pdf

http://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2010/6707/9/Chapter2.pdf

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์

การขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ (Lack of Critical Thinking) เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน เด็กปฐมวัยเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมอง 1 แสนล้านเซลล์ที่พร้อมได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีพื้นฐานของสมองที่เอื้อต่อการเรียนรู้โดยสัมพันธ์กับการพัฒนาด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ และด้านสังคม การคิดเป็นหัวใจของการพัฒนาในทุกๆด้าน เด็กปกติและเด็กพิเศษทุกคนควรได้รับการประเมินและส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้เขาประสบความสำเร็จและก้าวหน้าในการเรียนรู้และอยู่รอดทั้งในวันนี้และในอนาคต
ในปัจจุบัน ประเทศไทยค่อนข้างตื่นตัวในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในส่วนของภาคการศึกษาที่เร่งพัฒนาคุณภาพของนักเรียนไทย และการเรียนการสอนให้ทัดเทียมกับประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาความรู้ด้านวิชาการ และทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ ซึ่งทักษะนี้เป็นหัวใจของการพัฒนาของมนุษย์ ศาสตร์แห่งการศึกษาด้านประสาทวิทยาในช่วงสิบปีที่ผ่านมา สร้างความตื่นตัวแก่ภาคการศึกษาที่ต่างหันมาให้ความสนใจในการพัฒนาสมองของมนุษย์ในช่วงปฐมวัยสูงที่สุด ด้วยเหตุที่การพัฒนาสมองเป็นพื้นฐานของการพัฒนาด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา และการเรียนรู้ โดยเฉพาะช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองของเด็กมีการเติบโตมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่รอยเชื่อมต่อของเซลล์สมองแต่ละเซลล์จะถูกสร้างขึ้น และมีการเชื่อมโยงของเซลล์สมองมากถึงพันล้านนิวตรอน
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ในเด็ก จึงต้องให้ความสำคัญต่อการกระตุ้นการพัฒนาสมองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งเด็กคลอด และพัฒนาต่อไปจนอายุ 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่สมองของเด็กมีการเติบโตมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องจนถึง 7 ปี หากมีการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้กลิ่น การได้ยิน การได้รับ และการได้สัมผัส การทำงานของสมองจะส่งกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นใยของเซลล์ประสาท และทำให้เกิดการทำงานเชื่อมประสานเส้นใยสมองและจุดเชื่อมโยงต่างๆ ซึ่งเป็นผลทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆหรือต่อยอดองค์ความรู้เพิ่มขึ้น ทำให้เด็กได้เกิดการพัฒนาทักษะการตัดสินใจ การแก้ปัญหา รวมถึงด้านวิชาการอย่างรอบด้าน

ปัญหาการขาดทักษะการคิดวิเคราะห์มีลักษณะอย่างไร? 

ทักษะการคิดวิเคราะห์เบื้องต้นมีอยู่แล้วในตัวเด็กแต่ละคน จะมีมากมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับลักษณะทางพันธุกรรม สิ่งแวด ล้อม การดูแลเลี้ยงดูของพ่อแม่ และพรสวรรค์ที่แต่ละคนได้รับพร้อมกับการเกิดมาเป็นมนุษย์
ปัญหาการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ในเด็กค่อนข้างซับซ้อน และอาจต้องใช้การสังเกตร่วมกันไปกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ผู้ ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กอาจต้องสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกในลักษณะต่างๆ ดังนี้
  • เด็กมีการพัฒนาการทางร่างกายที่ไม่เป็นไปตามวัย ค่อนข้างช้า หรือเด็กยังคงมีพฤติกรรมเหมือนทารกทั้งๆที่เรียนอยู่ระ ดับอนุบาลแล้ว
  • เด็กขาดทักษะในการสื่อสาร หรือมีทักษะการสื่อสารอยู่ในระดับต่ำ โดยไม่สามารถที่จะคิดเชื่อมโยงในการสร้างประ โยคสื่อสารง่ายๆได้ พูดไม่ชัด หรือไม่พูดเลย
  • เด็กมีทักษะระดับต่ำในการเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ๆ และมีทักษะการช่วยเหลือตนเอง รวมถึงทักษะดูแลตนเองตามวัยในระดับต่ำ
  • เด็กไม่สามารถใช้ความคิดวิเคราะห์เชื่อมโยงในการจับคู่รูปทรง ประเภท และสีของสิ่งของได้ ไม่สามารถแยกความเหมือนและความต่างของสิ่งของได้ รวมไปถึงไม่สามารถเข้าใจและใช้กระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้
  • เด็กไม่สามารถบอกความต้องการในสิ่งที่อยากรู้ได้ ไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองรู้อะไร หรือต้องการรู้อะไร อาจกล่าวได้ว่าเด็กไม่มีกระบวนการสงสัยใคร่รู้เลย
  • เด็กมีสมาธิต่ำ อยู่ไม่นิ่ง รวมไปถึงมีทักษะในการปรับตัวเข้ากับสถานที่หรือสถานการณ์ใหม่ๆอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น เมื่ออยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ใหม่ๆที่ไม่คุ้นชิน มักแสดงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ออกมามากกว่าปกติหากพบว่าเด็กอนุบาลมีอาการที่กล่าวไปแล้วมากกว่ากึ่งหนึ่งจาก 3 ใน 6 ข้อ ถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อให้ปัญหาบรรเทาลง และช่วยให้เด็กมีความพร้อมก่อนการเข้าโรงเรียนต่อไป

ปัญหาการขาดทักษะการคิดวิเคราะห์มีสาเหตุมาจากอะไร?

ปัญหาการขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ในเด็กนั้น ในทางการแพทย์ไม่ได้ถือว่าเป็นโรคและก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต จึงถือได้ว่าเป็นเพียงแค่ความผิดปกติประเภทหนึ่ง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกตินี้มีหลายมูลเหตุ ซึ่งไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถแบ่งคร่าวๆได้เป็นสามมูลเหตุ ดังนี้
  • เกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นเอง เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมหรือพันธุกรรม ความผิดปกติของร่างกาย เช่น มีความผิดปกติทางสายตา การได้ยิน จึงมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ได้ หรืออาจเป็นโรคบางอย่าง เช่น “Pervasive Developmental Disorders” ความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน แสดงอาการอย่างชัดเจนในวัยเด็ก ก่อให้เกิดพัฒนาการทางด้านความสัมพันธ์ทางสังคม การสื่อสาร และรวมไปถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ ไม่เป็นไปตามปกติ เป็นต้น
  • เกิดจากการดูแลช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา เช่น ระหว่างตั้งครรภ์ หากมารดารับประทานอาหารไม่เพียงพอหรืออาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือมีอารมณ์เครียด หงุดหงิด หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษมีสารพิษ เช่น สารตะกั่ว อาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางสมองและการคิดวิเคราะห์ได้
  • เกิดจากการดูแลช่วงที่เพิ่งคลอด เช่น หากมีการคลอดก่อนกำหนด เด็กขาดสารอาหารหรือมีปัญหาเรื่องความผิดปกติของน้ำหนักตัวที่มากเกินไป หรืออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีสารพิษและได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่น สารตะกั่ว มีระบบการเผาผลาญผิดปกติ อาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางสมองและการคิดวิเคราะห์ได้

การช่วยเหลือเด็กที่ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์มีความสำคัญอย่างไร?

ทักษะการคิดวิเคราะห์เป็นหัวใจของพัฒนาการของมนุษย์ ด้วยเหตุที่มนุษย์เราต่างจากสัตว์เพราะเรามีกระบวนการคิดตั้งแต่กำเนิด และสามารถพัฒนาทักษะทางความคิดได้อย่างไร้ขีดจำกัด ปัญหาที่เราอาจจะเคยได้ยินว่า “เด็กไทยคิดไม่เป็น” ไม่ ใช่เรื่องไกลตัวเลยสักนิด ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาสังคมมากมาย เช่น เด็กสาวต้องการให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน จึงทำ ตามสิ่งที่กลุ่มเหล่านั้นนิยมทำกันโดยขาดกระบวนการ “คิดวิเคราะห์” “ไม่ได้ยั้งคิด” “ไม่ได้ไตร่ตรอง” ขาดการพิจารณาว่า “การกระทำ” นั้นๆควรหรือไม่ควรกระทำ ดังนั้น การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์จึงเป็นสิ่งจำเป็น และจะช่วยส่งเสริมการปูพื้นฐานทางสมองที่ดีให้แก่เด็กต่อไปในทุกด้าน โดยเฉพาะช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบเป็นช่วงที่สมองของเด็กมีการเติบโตมาก กว่าช่วงวัยอื่นๆ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่รอยเชื่อมต่อของเซลล์สมองแต่ละเซลล์จะถูกสร้างขึ้น และมีการเชื่อมโยงของเซลล์สมองนับพันล้านนิวตรอน จึงอาจกล่าวได้ว่า
  • การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาการคิดวิเคราะห์ จะทำให้เด็กพัฒนาความคิดให้รู้จักคิดเป็น วิเคราะห์ได้ว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ และรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงควรปลูกฝังในการดำเนินชีวิตในสังคม อีกทั้งยังเป็นการทำให้เด็กพัฒนาความคิดจนต่อยอดองค์ความรู้ให้กับตนเองได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ระยะยาวในด้านวิชาการ และเป็นการส่งเสริมให้เด็กฉลาดขึ้นต่อไป
  • การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาการคิดวิเคราะห์ จะทำให้เด็กเกิดความสามารถในการคิดย้อนกลับว่าอะไรคือสาเหตุ (Cause) อะไรคือผล (Effect) ด้วยการตอบคำถามว่า อะไรเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวต่างๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีตรรกะ มีเหตุมีผล ในการดำเนินชีวิตในสังคมต่อไป

พ่อแม่ผู้ปกครองจะแก้ไขปัญหาเด็กขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ได้อย่างไร?

เนื่องจากปัญหานี้ไม่ใช่โรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นเพียงความผิดปกติที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น พ่อแม่จะต้องมีกำลังใจที่ดี ปรับทัศนคติที่มีต่อปัญหาของเด็กก่อน พ่อแม่จะต้องมองโลกในแง่ดี ใจเย็นและอดทนต่อเด็ก พยายามไม่หงุดหงิด และต้องเข้าใจว่า เด็กที่มีปัญหาดังกล่าว ต้องการเวลามากในการเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พ่อแม่จึงต้องให้เวลาเขา โดยไม่เร่งรัด อดทนที่จะพูดซ้ำๆ บอกประโยคนั้นๆซ้ำๆกับเด็ก เคล็ดลับที่พ่อแม่สามารถคลี่คลายปัญหา ควรใช้วิธีการดังต่อไปนี้
  • การดูแลเรื่องอาหารการกิน รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ให้ไม่ขาดสารอาหารโดยเหมาะสมกับช่วงอายุของเด็ก ว่าเด็กควรได้รับสารอาหารอะไร ควรเพิ่มสารอาหารอะไร อีกทั้งจะต้องเลี่ยงอาหารขยะที่ไม่มีประโยชน์มีแต่โทษต่อร่างกายและระบบสมอง อันมีผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์
  • ให้เด็กได้เล่นของเล่นส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง เด็กๆมักจะเรียนรู้ผ่านการเล่น ปัจจุบันมีของเล่นที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหามากมาย เช่น กล่องหยอดบล็อกรูปทรงต่างๆ เป็นต้น
  • เล่านิทานให้ลูกฟังโดยใช้หนังสือภาพ จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของภาษาและการสื่อสาร กระตุ้นทักษะการคิด จินตนาการ สมาธิ การเห็นภาพผ่านตา ซึ่งหากมีการเล่าเรื่องจะทำให้เด็กคิดตามได้ง่ายขึ้น
  • การสอนโดยบอกขั้นตอนให้ละเอียดมากขึ้น เด็กเข้าใจกระบวนการคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอนได้ค่อนข้างยาก อย่างเช่น ถ้าบอกให้ไปแต่งตัว เด็กอาจไม่เข้าใจว่าต้องทำอะไรก่อน พ่อแม่จึงต้องค่อยๆสอน ต้องค่อยๆบอกรายละเอียดขั้นตอนว่า ต้องสวมเสื้อ ติดกระดุม สวมกางเกง รูดซิป ใส่รองเท้า เป็นต้น อีกทั้งอาจจะต้องมีการพูดซ้ำๆบ่อยๆเพื่อให้เด็กจำได้
  • การสอนเสริมควบคู่ไปกับโรงเรียนอนุบาล พ่อแม่ต้องสอนเสริมเด็กอีกครั้งที่บ้านเพื่อเป็นการย้ำ ทำซ้ำ อีกครั้ง โดยพ่อแม่ต้องให้เวลาในการพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ เปิดโอกาสให้ลูกได้ถามหรือตอบเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนมา อาจเริ่มจากหัวข้อว่า วันนี้ไปโรงเรียนสนุกไหม เรียนเรื่องอะไรบ้าง การถามบ่อยๆเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการคิดรูปแบบหนึ่งด้วย
  • การสร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆที่ปลอดภัยเหมาะสมต่อการเรียนรู้ เพื่อให้เขาได้สำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างอิสระ โดยไม่ปิดกั้นสมองของเด็กเติบโต เพราะการได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ สภาพแวดล้อมต้องปลอดภัยจากปลั๊กไฟ มีด ของมีคมและของที่จะก่อ ให้เกิดอันตรายต่างๆ เพื่อให้เด็กได้ลงมือสำรวจเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยปลอดภัย เป็นการกระตุ้นทักษะการคิดและแก้ปัญหาได้ดี

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูอนุบาลมีส่วนช่วยเสริมสร้างให้เด็กปฐมวัยมีทักษะและการพัฒนาทางความคิดได้โดยใช้เคล็ดลับ 4 ประการ ดังต่อไปนี้
  • ดูแลเรื่องอาหารซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อเด็กปฐมวัย เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ทั้งทางร่างกายและสมอง ครูจะต้องจัดให้เด็กได้รับประทานอาหารอย่างเพียงพอและมีคุณค่าทางโภชนาการ
  • จัดสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้อย่างปลอดภัย อีกทั้งควรจะทำให้น่าสนใจและกระตุ้นการถามตอบกับเด็กเสมอ
  • ตัวครูเองเป็นสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ของเด็กด้วยเช่นกัน จึงต้องใช้การสื่อสารที่เข้าใจง่าย เช่น ใช้คำพูดง่ายๆ ประโยคไม่ซับ ซ้อน เป็นต้น
  • จัดหาอุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตรและกิจกรรมและมีความน่าสนใจ อาจจัดกิจกรรมง่ายๆให้ได้เคลื่อนไหวร่างกายเข้ากับบทเรียนนั้นๆด้วยตัวเอง หรือใช้สื่อหนังสือภาพประกอบการเล่าเรื่อง เพื่อเสริมกระบวนการคิด เป็นต้น

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

ประวัติ



นาวสามณีรัตน์ หงษ์โสภา  ชื่อเล่น หนุุ่่่่่่่่่่่่่่ย
นักศึกษาเอกคณิตศาสตร์ ชั้นปีที่ 4  หมู่เรียนที่ 2
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวหน้ารู้

ฝากขังยายฆ่าหลาน ค้านประกันตัว


วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง นำตัวยายที่ก่อเหตุฆ่าหลานตัวเอง ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดพระโขนง พร้อมคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ยายยอมรับผิด และขอชดใช้กรรมในคุก ห้ามไม่ให้ลูกสาวยื่นประกัน

พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ได้ควบคุมตัวยายไปขออำนาจศาลจังหวัดพระโขนงฝากขังในข้อหาฆ่าผู้อื่น พร้อมกับคัดค้านการประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า เป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงและเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี 

ในคดีนี้คนที่น่าเห็นใจที่สุด ก็คือคนกลางที่เป็นแม่ของผู้ตาย และเป็นลูกสาวของผู้ต้องหา ได้นำยาโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง มาให้แม่ที่ศาล โดยบอกว่าความรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ซึ่งแม่ของตนบอกว่ายอมรับผิดทุกอย่างและขอชดใช้กรรมในคุก

ซึ่งตนก็ได้จุดธูปบอกลูกชาย ว่าอย่าโกรธยาย สำหรับคดีที่แม่เคยต้องโทษในคดีฆ่าที่ สน. บางนา เมื่อปี 2536 ซึ่งแม่ได้ติดคุกอยู่ประมาณ 1 ปี และเมื่อตนเองอายุครบ 20 ปี ก็ได้ประกันตัวแม่ออกมา




วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวหน้ารู้


นักเรียนกินไข่ต้มปนเชื้อแบททีเรีย
  
                นักเรียนเชียงใหม่ที่กินไข่ต้มปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลา 1 ราย ต้องรักษาตัวในห้องไอซียู อาการยังน่าห่วง แพทย์ต้องดูแลใกล้ชิดตลอด ส่วนรายอื่นๆ จะต้องมีเชื้ออยู่ในตัวนานกว่า 3 เดือน

                นพ.วัฒนา กาญจนกามล นพ.สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ แถลงความคืบหน้าเหตุนักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ป่วยจากอาหารเป็นพิษ ว่า ล่าสุด ผลการสอบสวนออกมาแล้วว่า สาเหตุมาจากไข่ต้ม ที่แผงไข่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลา ที่เป็นชนิดรุนแรงและค่อนข้างดื้อยา และปกติตามแผงไข่ก็จะมีปนเปื้อนอยู่แล้ว 6 เปอร์เซ็นต์

                ขณะนี้ ตัวเลขเด็กที่ป่วย มีกว่า 500 ราย แต่สามารถกลับบ้านได้แล้ว 367 คน รักษาตัวอยู่ที่ รพ. 9 แห่ง 127 ราย ในจำนวนนี้ มีอาการอาหารเป็นพิษและติดเชื้อรุนแรงในเลือด 1 ราย ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ที่ห้องไอซียู

                ขณะเดียวกัน ยังพบว่า เด็กที่ป่วยบางรายยังต้องกลับมาพบแพทย์อีกรอบ เนื่องจากเชื้อเหล่านี้จะยังติดตัวอยู่ประมาณ 3 เดือน แต่จะลดความรุนแรงลงภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากรับเชื้อ คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะเข้าสู่ภาวะปกติและควบคุมโรคได้ และจากนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดระบบสุขอนามัยตามโรงเรียนต่างๆ แล้ว เนื่องจากทราบว่า ที่ผ่านมายังดำเนินการได้ไม่ดีนัก

                ส่วนไข่ต้มต้นเหตุ ที่ผู้บริจาคนำไปมอบให้สถานที่ต่างๆ อีกกว่า 10 แห่ง จำนวนกว่า 9,700 ฟองนั้น ทางแพทย์ได้ติดตามไปตรวจสอบและสั่งห้ามบริโภคแล้ว.

แหล่งอ้างอิง
http://www.thairath.co.th/content/region/275148 เข้าถึงเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2555

เทคโนโลยีเว็บ 2.0

เทคโนโลยีเว็บ 2.0 เรื่อง RSS  

                   

                                                                RSS

ปัจจุบันวิถีทางในการใช้อินเทอร์เน็ตของชาวไซเบอร์เปลี่ยนไปจากเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมามากเมื่อก่อนเรารู้จักที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อส่งอีเมล์ คุยกับเพื่อนด้วยแชตรูม หรือใช้โปรแกรมคุยบางครั้งอาจมีการดาวน์โหลดโปรแกรมใหม่  การหาข้อมูล การแลกเปลี่ยนความเห็นที่เว็บบอร์ดการอ่านข่าว ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการใช้งานหลักๆ ที่เราใช้งาน
ปัจจุบันเราใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเขียนบล็อก การแชร์รูป ร่วมเขียน Wiki การโพสต์ความเห็นลงในท้ายข่าว การหาแหล่งข้อมูลด้วย RSS เพื่อ Feed มาอ่านที่หน้าจอ และGoogle จะเห็นได้ว่าวิธีการใช้ชีวิตบนอินเทอร์เน็ตของชาวออนไลน์เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นที่มาของเว็บ 2.0 หรือยุคใหม่ของ อินเทอร์เน็ตที่ได้เปลี่ยนการใช้งานของเราไปอย่างสิ้นเชิง เครื่องมือและเว็บไซต์ที่จะช่วยส่งเสริมความเป็น Web 2.0 ให้แก่เว็บไซต์ของเรา แม้ว่าเครื่องมือบางตัวจะไม่ถือว่าเป็น Web 2.0 แต่เครื่องมือต่างๆ เหล่านั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี Web 2.0 เป็นส่วนช่วยทำให้เว็บไซต์ทำให้เว็บไซต์มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้มากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ขึ้นมา
ปัจจุบัน RSS ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกลางในการบริหารข้อมูลทางธุรกิจ และมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะธุรกิจที่มี การแชร์ข้อมูล เช่น เว็บไซต์ข่าว เว็บล็อก ซึ่งจะมีการแสดงข้อมูลบนหน้าต่างพรีวิวแยกต่างหาก เพื่อให้ผู้ใช้ไม่สับสน รวมถึง สามารถสืบค้นข้อมูลได้
RSS ย่อมาจาก Really Simple Syndication คือ บริการที่อยู่บนระบบ อินเตอร์เน็ท จัดทำข้อมูลข่าวสารให้อยู่ในรูปแบบ XML เพื่ออำนวยความสะดวกให้ กับผู้ใช้ โดยส่งข่าวหรือข้อมูลใหม่ๆ ให้ถึงเครื่องตลอดเวลาที่มีการ Updateไม่ต้อง เสียเวลาเปิดเว็บไซต์เข้ามาค้นหา
ข้อดีของ RSS
RSS ช่วยลดข้อจำกัดในการคัดลอกข้อมูลในเว็บไซต์ โดยเฉพาะกรณีการละเมิด ลิขสิทธิ์ขณะที่ผู้สร้างไม่ต้องเสียเวลาทำหน้าเพจแสดงข่าว ซึ่งต้องทำทุกครั้งเมื่อ ต้องการเพิ่มข่าว โดย RSSจะดึงข่าวมาอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลในเว็บไซต์เป็น ศูนย์กลางมากขึ้น
จุดเด่นของ RSS คือ ผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อดูว่ามีข้อมูล อัพเดทใหม่หรือไม่ ขณะที่เว็บไซต์แต่ละแห่งอาจมีระยะความถี่ในการอัพเดท ไม่เท่ากัน บางครั้งผู้ใช้ยังอาจหลงลืมจนเข้าไปดูเนื้อหาอัพเดทใหม่บนเว็บไซต์ ไม่ครบถ้วน รูปแบบ RSS จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับข่าวสารอัพเดทใหม่ได้ โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและ ฝ่ายเจ้าของเว็บไซต์
อ้างอิง